บริหารจัดการสินค้าที่ได้รับความเสียหาย

บริหารจัดการสินค้าที่ได้รับความเสียหาย
สิ่งหนึ่งที่หลงเหลือภายหลังจากเหตุจราจลก็คือ สินค้าที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งถ้าผู้ประกอบการไม่มีวิธีจัดการที่ดีพอสินค้าเหล่านั้นจะกลายเป็นภาระ ต้นทุนที่หนักอึ้ง ที่อาจทำให้ธุรกิจต้องล้มลุกคลุกคลานก็เป็นได้
Photo By avlxyz with Creative Common 2.0

ภายหลังเปลวเพลิงที่ลุกโชนได้ดับมอด ควันไฟที่ฟุ้งกระจายเริ่มเลือนหายและจากไปพร้อมสายลม ภาพที่ปรากฎอยู่บนเบื้องหน้าผู้ประกอบการร้านค้าธุรกิจทั้งหลายแทบที่จะทำ ให้เป็นลมล้มทั้งยืน เพราะภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าแทบจะไม่หลงเหลือสภาพความ เป็นร้านค้าที่เคยใช้ทำมาหากินอยู่เลย สภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นนอกจากซากปรักหักพังของตัวอาคารแล้ว สิ่งที่มีให้พบเห็นกันอย่างกลาดเกลื่อนกระจัดกระจายไปทั่วทั้งบริเวณพื้นที่ โดยรอบเห็นจะหนีไม่พ้นสินค้าที่เคยวางจำหน่ายเมื่ออยู่ในสถานการณ์ปกตินั่น เอง ซึ่งสินค้าบางชิ้นจะนำไปทิ้งลงถังขยะไปเลยก็ใช่ที่ เพราะความเสียหายอาจจะยังไม่มากอีกทั้งยังพอใช้การได้อยู่ ถ้าทิ้งไปเลยนั่นเท่ากับว่าผู้ประกอบจะต้องกลายมาเป็นผู้แบกรับสภาพการขาด ทุนไปโดยปริยาย ดังนั้นการมีวิธีการจัดการกับสินค้าที่ได้รับความเสียหายจากเหตุจราจลจึง เป็นทางออกที่ดีที่สุดทางหนึ่งอันจะช่วยบรรเทาความเสียหายและผลกระทบที่จะ เกิดขึ้นกับสภาพคล่องของธุรกิจได้

ก่อนอื่นต้องแยกสินค้าออกมาเป็น 2 ประเภท ได้แก่ สินค้าประเภทเครื่องบริโภคกับสินค้าจำพวกเครื่องใช้ เพราะสินค้าทั้ง 2 ประเภทมีรายละเอียดและข้อกำหนดการใช้งานอีกทั้งเรื่องคุณสมบัติส่วนตัวที่ แตกต่างกัน จึงทำให้มีวิธีการจัดการที่แตกต่างกันออกไปด้วย

นอกจากนี้ยังควรคัดเลือกและแบ่งสินค้าทั้ง 2 ประเภทไปตามความเสียหายที่ได้รับเพื่อความเหมาะสมในการหาวิธีการจัดการที่ดี ที่สุดให้กับมัน ซึ่งวิธีการจัดการกับสินค้าที่ได้รับความเสียหายภายหลังเหตุจราจลมีดังต่อไป นี้

สินค้าบริโภค

สินค้าบริโภคมีลักษณะสำคัญที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุดก็คือในเรื่องของความ ปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญ เพราะสินค้าประเภทนี้จะเกี่ยวข้องกับเรื่องของสุขภาพของผู้บริโภคโดยตรง ผู้ซื้อจะพิจารณาจ่ายเงินให้กับสินค้าที่ตนเองมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัย จริงๆ ผู้ประกอบการจึงต้องพิถีพิถันในการคัดแยกสินค้าประเภทนี้ให้มากเป็นพิเศษอีก ทั้งต้องคำนึงในเรื่องวันหมดอายุด้วย ทำให้มาตราฐานในเรื่องความเสียหายที่พอจะรับได้มีค่าเฉลี่ยในเปอร์เซ็นต์ที่ ต่ำลง โดยมีหลักเกณฑ์การคัดแยกดังต่อไปนี้                  

  • สินค้าที่มีความเสียหายไม่ถึง 5% คือสินค้าที่รูปลักษณ์ภายนอกอาจจะมีการบุบสลายไปบ้างแต่ก็ไม่ถือว่าเสียหาย อะไรมากมายนัก เพราะโดยปกติขั้นตอนการขนส่งก็มักทำให้เกิดความเสียหายในลักษณะนี้เป็นประจำ อยู่แล้ว ดังนั้นผู้ประกอบการจึงสามารถนำสินค้าที่มีความเสียหายเข้าตามเกณฑ์ดังกล่าว ออกมาวางจำหน่ายได้ตามปกติ เช่น วางขายหน้าร้านและกระจายสินค้าไปยังสาขาอื่นๆ เป็นต้น โดยสามารถตั้งราคาได้เท่ากับราคาขายตามปกติ ถือว่าเป็นสินค้าที่มีความสมบูรณ์ที่ผู้บริโภคสามารถยอมรับได้ทั้งในเรื่อง ราคาและในส่วนความเสียหาย                  
  • สินค้าที่มีความเสียหายตั้งแต่ 5% ขึ้นไปแต่ไม่เกิน 15% สินค้าที่เข้าตามหลักเกณฑ์นี้ผู้ประกอบการต้องทำใจยอมรับว่าได้มีความเสีย หายเกิดขึ้นกับตัวสินค้าแล้วในระดับหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่สามารถกำหนดราคาที่มีกำไรเท่ากับของเดิมได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการจะต้องตั้งราคาที่ลดลงมาจากเดิมโดยเหลือกำไรที่เป็นส่วนต่าง เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น โดยวิธีการจัดจำหน่ายที่ดีที่สุดคือการนำสินค้าออกมาขายมาแบบลดราคานั่นเอง หรืออาจจะติดต่อขายสินค้าไปยังร้านค้ารายย่อยก็ได้ โดยขายในราคาส่งที่ถูกลงกว่าเดิม                  
  • สินค้าที่มีความเสียหายตั้งแต่ 15% แต่ไม่เกิน 30% สินค้าประเภทนี้ถือว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นค่อนข้างมาก การขายให้ได้ราคาจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้หรือแม้แต่การขายสินค้าออกไป ยังเป็นเรื่องยากเลย ดังนั้นการจับคู่กับสินค้าประเภทอื่นเพื่อจัดจำหน่ายจึงเป็นทางออกที่ดีที่ สุด โดยสินค้าที่จับคู่ด้วยควรจะเป็นสินค้าคนละประเภทที่ไม่ได้รับความเสียหาย เลยซึ่งอาจจะบวกราคาเพิ่มลงไปนิดหน่อย หรือจะใช้เป็นของแถมเพื่อสนับสนุนกิจกรรมการขายก็เป็นแนวทางที่ดีเหมือนกัน                   
  • สินค้าที่มีความเสียหายมากกว่า 30% สินค้าที่มีความเสียหายมากขนาดนี้และเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค ด้วยยิ่งเป็นอุปสรรคที่ไม่สามารถจะทำอะไรได้เลย นอกจากต้องตัดใจและทิ้งลงขยะอย่างเดียวเท่านั้น อย่าพยายามดันทุรังนำมาขายโดยเด็ดขาดเพราะจะทำให้ธุรกิจของผู้ประกอบการเสีย เครดิตในอนาคต                        

สินค้าประเภทเครื่องใช้

สินค้าประเภทเครื่องใช้จะมีจุดเด่นอยู่ที่ประโยชน์ใช้สอยที่ผู้บริโภคพึง จะได้รับเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีในส่วนของความพึงพอใจในลักษณะเฉพาะของสินค้าด้วย การขายให้ได้ราคาจึงค่อนข้างจะเป็นเรื่องยากมาก ซึ่งมีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

  • ความเสียหายไม่เกิน 10% สินค้าเครื่องใช้ที่เข้าหลักเกณฑ์ประเภทนี้จะได้รับความเสียหายอยู่บ้างแต่ จะไม่มากจนเกินไปนัก ซึ่งมีศัพท์เฉพาะเรียกว่า 'สินค้ามีตำหนิ' แต่สินค้าประเภทนี้ยังสามารถขายทำกำไรได้ส่วนหนึ่งแต่จะน้อยมาก โดยวิธีการขายคือจะต้องนำสินค้ามาขายแบบลดราคาเท่านั้น                     
  • ความเสียหายเกิน 10% แต่ไม่เกิน 25% สินค้าที่ได้รับความเสียหายอยู่ในระดับนี้เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะ ขายให้ได้กำไร เพราะเป็นสินค้าที่เข้าข่ายประเภทเป็น 'สินค้าชำรุด' ทั้งหมด การจัดจำหน่ายด้วยตนเองจึงไม่ค่อยเหมาะสมนัก ทางที่ดีที่สุดจึงควรนำสินค้าประเภทดังกล่าวขายส่งไปยังร้านค้าที่ขายสินค้า มือสอง จะทำให้ได้ราคาที่ดีมากเพราะมีกลุ่มตลาดโดยเฉพาะอีกทั้งความเสียหายยัง สามารถยอมรับได้ในกลุ่มผู้บริโภคที่นิยมของมือสอง จึงทำให้เป็นที่ต้องการของร้านค้ามือสองเป็นจำนวนมาก                     
  • ความเสียหายตั้งแต่ 25% ขึ้นไป สินค้าที่มีความเสียหายอยู่ในระดับดังกล่าวอาจจะเรียกได้ว่าเป็นซากสินค้า แล้วก็ว่าได้ ดังนั้นจึงไม่สามารถขายแบบเต็มส่วนได้อย่างแน่นอน วิธีการคือผู้ประกอบการจะต้องนำสินค้าที่ได้รับความเสียหายเอามาแยกส่วนขาย เป็นเศษหรือดัดแปลงทำเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นมาจึงจะเหมาะสมมากที่สุด เพราะอย่างน้อยก็ยังมีเงินกลับเข้ามาในธุรกิจของผู้ประกอบการบ้างนั่นเอง                        
ถึงไม่ได้กำไรก็ขายไปก่อน ดีกว่าปล่อยให้ขาดทุน

การจัดการสินค้าที่ได้รับความเสียหายนั้นถือเป็นบททดสอบในเรื่องเทคนิค การปรับตัวและการประยุกต์ใช้ในเชิงธุรกิจของผู้ประกอบการได้เป็นอย่างดี ขอเพียงให้ผู้ประกอบการทุกคนมีใจสู้พยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเปลี่ยน สินค้าให้กลับมาเป็นตัวเงินให้ได้มากที่สุด โดยไม่ต้องไปคำนึงถึงเรื่องกำไรอีกต่อไป เพราะคงเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในสถานการณ์ ที่ยากลำบากเช่นนี้ ขอเพียงให้ได้เงินกลับคืนมาบ้างก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

อาคาร นันทวัน ชั้น 18 เลขที่ 161 ถ.ราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 โทรศัพท์ : 02-651-8170-3 แฟกซ์ : 02-651-8124

 
  
view