5 กลยุทธ์ขายตรงในการทำธุรกิจ

5 กลยุทธ์ขายตรงในการทำธุรกิจ
การขายตรงคือหนึ่งในรูปแบบการทำธุรกิจที่ง่ายที่ สุดในปัจจุบัน แต่ก็ใช่ว่าผู้ประกอบการจะสามารถนำกลยุทธ์ดังกล่าวมาใช้ให้ประสบความสำเร็จ ได้โดยง่าย มาร่วมเรียนรู้เพื่อค้นพบปัจจัยพื้นฐานอันสำคัญที่จะช่วยทำให้กลยุทธ์การขาย ตรงประสบความสำเร็จ
เป็นซุปเปอร์แมนด้านขายตรงได้ ถ้าทำให้ถูกหลัก

การขายตรงคือหนึ่งในรูปแบบการทำธุรกิจที่ เก่าแก่ที่สุดในโลกแขนงหนึ่ง เป็นการขายที่แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีอะไรเลย เป็นตัวช่วยเสริมอื่นนอกเหนือจากการมีผลิตภัณฑ์เป็นที่ตั้งและตัวชูโรงแต่ เพียงอย่างเดียว จึงเป็นที่สนใจของผู้ประกอบธุรกิจเป็นจำนวนมากตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน โดยเฉพาะหน้าใหม่ๆในวงการธุรกิจ ปัจจัยที่ช่วงส่งเสริมให้นักธุรกิจจำนวนมากเลือกกลยุทธ์การขายตรงมาวางเป็น แนวทางเพื่อการดำเนินธุรกิจก็เพราะมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่ามากทั้งในเรื่อง ของแผนงานทางการตลาด ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณที่สูงมากมายนักเมื่อเปรียบเทียบกับกลยุทธ์ทางด้าน อื่นๆ อีกทั้งการวางแผนงานทางกลยุทธ์ก็ไม่ซับซ้อนมากเท่าไหร่นักจึงส่งผลให้ เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน                   

แต่ด้วยความที่กลยุทธ์การขายตรงที่มีลักษณะการดำเนินงานที่ไม่ซับซ้อนนี้ เอง ที่กลายสภาพมาเป็นเหมือนกับดักหลุมพรางขนาดใหญ่ที่ฉุดรั้งผู้ประกอบการหลาย รายให้ย่ำเท้าอยู่กับที่และไม่สามารถก้าวเดินไปไหนได้ ดังนั้นความรู้ความเข้าใจอันเป็นสาระใจความสำคัญของพื้นฐานเบื้องต้นที่ควร จะมีก่อนที่จะพิจารณาเลือกการขายตรงมาเป็นกลยุทธ์หลักในการทำธุรกิจจึงกลาย มาเป็นสิ่งสำคัญมากที่ผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องทราบเอาไว้ โดยองค์ประกอบพื้นฐานสำคัญที่ต้องมีหากคิดจะใช้กลยุทธ์ขายตรงมาเป็นแนวทาง การดำเนินธุรกิจมีดังต่อไปนี้

1. ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพ

ถ้าสินค้าไม่มีคุณภาพ ก็จะไม่สามารถสร้างฐานลูกค้าที่ภักดีต่อแบรนด์ได้

หากคิดจะทำให้กลยุทธ์การขายตรงมีประสิทธิภาพและได้ผลเป็นที่น่าพอใจใน ระดับที่สูง สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก่อนเป็นอันดับแรกคือคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ เพราะเกือบร้อยละแปดสิบกลยุทธ์การขายตรงจะสามารถอยู่ได้ก็เนื่องด้วย ผลิตภัณฑ์สินค้ามีคุณภาพและสรรพคุณตามที่กล่าวอ้างจริง ดังนั้นผู้ประกอบการจะต้องแน่ใจเป็นอย่างดีว่าสินค้าและบริการที่จำหน่ายออก ไปสู่มือผู้บริโภคนั้นมีศักยภาพที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค ได้ในทุกระดับความต้องการ นอกจากนี้ยังควรนำไปเปรียบเทียบกับของคู่แข่งในตลาดด้วยเพื่อหาความแตกต่าง และนำมาพัฒนาศักยภาพของผลิตภัณฑ์ให้ดีกว่าของคู่แข่งต่อไป

2. โปรโมชั่น

คงจะกลายเป็นวัฒนธรรมไปเสียแล้วสำหรับการขายตรงที่จะต้องมีโปรโมชั่นการ ลด แลก แจก ถาม เข้ามาจูงใจให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้า จึงเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการที่จะต้องสร้างโปรโมชั่นที่พิเศษสุดขึ้นมา เพื่อพิชิตใจลูกค้าดังตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งโปรโมชั่นที่ดีไม่จำเป็นที่จะต้องลดราคาหรือแถมสินค้าให้เสมอไป อาจจะอยู่ในรูปของการรับประกันตลอดอายุการใช้งานก็เป็นได้ ถ้าผู้ประกอบการมั่นใจในศักยภาพของสินค้าเพียงพอ นอกจากนี้การแจกและแถมสินค้ายังเป็นวิธีที่อาจจะลดระดับของสินค้าลงอีกทั้ง ยังเป็นวิธีที่ใช้กันอย่างดาษดื่นทั่วไปจึงไม่มีความน่าสนใจแล้วในปัจจุบัน จึงขอแนะนำให้พยายามหลีกเลี่ยงถ้าทำได้

3. นักขายฝีปากเยี่ยม

อย่างที่ทราบกันดีว่าการขายตรงเป็นเรื่องของการขายผลิตภัณฑ์สินค้าและ บริการของทางบริษัทจากมือสู่มือของผู้บริโภคโดยตรง ดังนั้นความสำเร็จส่วนหนึ่งจึงต้องยกเครดิตให้กับพนักงานขาย ซึ่งพนักงานขายที่มีฝีปากที่ยอดเยี่ยมประเภทสาลิกาลิ้นทองถือว่าเป็นสิ่งที่ บริษัททั้งหลายต่างต้องการและไขว่คว้าหามาร่วมทีมด้วยกันทั้งนั้น พวกเขามีส่วนสำคัญในการผลักดันและปิดการขายให้ประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก ดังนั้นผู้ประกอบการควรหาพนักงานขายที่มีทักษะในเรื่องดังกล่าวมาไว้อยู่ใน บริษัทสัก 2-3 ทีมเป็นอย่างต่ำ แต่ถ้าหาไม่ได้จริงๆการฝึกพนักงานขายให้มีทักษะในเรื่องสายงานดังกล่าวก็ อยู่ในภาวะวิสัยที่พอจะทำได้ โดยการให้ข้อมูลการขายในลักษณะที่เป็นรูปแบบเฉพาะของทางบริษัทที่ได้ถูก เตรียมการในเรื่องข้อความมาแล้วเป็นอย่างดี ส่งให้พนักงานไปฝึกจนเกิดความชำนาญแล้วจึงส่งออกไปทำการขายจริงกับลูกค้า นอกจากนี้การให้เงินรางวัลเป็นเปอร์เซ็นต์ที่นับจากยอดขายก็เป็นสิ่งจูงใจ ที่ช่วยให้พนักงานขายมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้นด้วย

4. เซอร์วิสเป็นเลิศ

ยิ่งบริการหลังการขายดี ลูกค้าก็ยิ่งประทับใจและอยากบอกต่อ

งานบริการหลังการขายหรืองานเซอร์วิสนั้นคือสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการจำ เป็นจะต้องมีถ้าริจะใช้กลยุทธ์การขายตรงมาทำธุรกิจ เพราะการบริการหลังการขายคือปัจจัยที่จะช่วยส่งเสริมให้ผู้บริโภคตัดสินใจ เลือกซื้อสินค้าของผู้ประกอบการได้ง่ายขึ้นและแทบจะไม่ต้องเสียเวลาในการขาย สินค้าเหมือนดังเช่นธุรกิจอื่นๆเลย ซึ่งการไปตรวจเช็คสินค้ายังบ้านผู้บริโภคเมื่อครบรอบการใช้งานตามที่กำหนด และการไปซ่อมแซมสินค้าโดยทันทีที่ได้รับแจ้งถือเป็นวิธีการมัดใจลูกค้าชั้น ดี ที่เป็นวิธีการปูทางไปสู่การสร้างฐานลูกค้าที่มีความภักดีต่อแบรนด์สินค้า ของทางบริษัทด้วย

ลองดูตัวอย่างของบริษัทซิงเกอร์ที่ใช้กลยุทธ์การขายตรงมาโดยตลอดตั้งแต่ อดีตมาจนถึงปัจจุบันและมีฐานลูกค้าเป็นจำนวนมากที่มีความภักดีต่อตราสินค้า ของทางบริษัทสูง ที่เป็นเช่นนั้นได้ก็เพราะทางบริษัทมีสินค้าที่มีศักยภาพสูงบวกกับงานบริการ หลังการขายที่ยอดเยี่ยมนั่นเอง

5. เครือข่ายที่ครอบคลุมและเข้าถึง

องค์ประกอบพื้นฐานอย่างสุดท้ายของการทำธุรกิจแบบขายตรงคือ การวางเครือข่ายที่ครอบคลุมและเข้าถึง เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสในการกระจายสินค้าและผลิตภัณฑ์ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องวางให้ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศไทย (ถ้าสามารถทำได้) เพราะถ้าผู้บริโภคเกิดสนใจในตัวของสินค้าและบริการของทางบริษัทผู้ประกอบการ ขึ้นมาแล้ว ผู้บริโภคจะพยายามติดต่อเพื่อขอซื้อสินค้าหรืออย่างน้อยก็ขอข้อมูลเพิ่ม เพื่อประกอบการตัดสินใจ ซึ่งความต้องการดังกล่าวหากผู้ประกอบการไม่สามารถจัดหาเพื่อตอบสนองได้ทัน ท่วงทีผู้บริโภคก็จะตัดสินใจไปเลือกซื้อสินค้าและบริการจากทางผู้ประกอบการ รายอื่นที่เป็นคู่แข่งในทันทีเช่นกัน เพราะถือว่ามีความได้เปรียบอยู่ในมือไม่จำเป็นที่จะต้องไปแคร์ในบริษัทใด บริษัทหนึ่ง ยิ่งถ้าเป็นผู้บริโภคหน้าใหม่ที่ไม่ได้เป็นขาประจำของทางบริษัทมักจะเลือก วิธีการดังกล่าวเพื่อตอบโต้ ซึ่งจะกลายเป็นการเสียโอกาสที่ไม่คุ้มค่าและยากแก่การแก้ไขให้กลับคืนมาได้ อันมีที่มาจากการวางเครือข่ายที่ไม่สามารถครอบคลุมได้มากพอกับความต้องการ นั่นเอง

จากองค์ประกอบพื้นฐานเบื้องต้นที่จำเป็นก่อนที่จะนำกลยุทธ์การขายตรงมา ใช้ดำเนินธุรกิจของทางบริษัทนั้น จะเห็นได้ว่าลักษณะเฉพาะของกลยุทธ์การขายตรง เป็นอะไรที่มากกว่าการขายสินค้าสินค้าแบบยื่นของและรับเงินสดกลับคืนมาเป็น การตอบแทนค่อนข้างมาก ดังนั้นผู้ประกอบการจึงควรที่จะศึกษาและเตรียมความพร้อมในปัจจัยพื้นฐานทั้ง 5 ประการก่อนที่จะลงมือใช้กลยุทธ์การขายตรงเอามาปฏิบัติจริง

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

อาคาร นันทวัน ชั้น 18 161 ถ.ราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 โทรศัพท์ : 02-651-8170-3 แฟกซ์ : 02-651-8124

 
  
view