ทำอย่างไรให้สินค้าของคุณวางบนชั้น

ทำอย่างไรให้สินค้าของคุณวางบนชั้น
คุณฝันอยากเห็นสินค้าของคุณวางอยู่บนชั้นวางของใน ร้านค้าหรือห้างดังหรือไม่? ถ้านั่นคือสิ่งที่คุณต้องการ ต่อไปนี้คือวิธีที่จะทำให้ความฝันนั้นเป็นจริง
ไม่มีใครอยากให้สินค้าตัวเองไปอยู่ในซอกหลืบ

ด้วยความที่ห้างและร้านค้าดังๆถือเป็นแหล่ง กระจายสินค้าชั้นดี เพราะมียอดการสั่งซื้อในปริมาณที่มากและมีสาขาในการจัดจำหน่ายเยอะ ผู้ประกอบการหลายคนจึงใฝ่ฝันอยากนำสินค้าของตนเข้าไปวางขายในห้างร้านต่างๆ และถ้าคุณคือหนึ่งในผู้ที่ตั้งเป้าหมายเช่นเดียวกับผู้ประกอบการเหล่านั้น เราก็ขอนำเสนอวิธีที่จะทำให้คุณบรรลุเป้าหมาย ดังต่อไปนี้

ตั้งคำถามกับตัวเองก่อน

คุณควรตั้งคำถามเบื้องต้นต่างๆเกี่ยวกับสินค้าของคุณเสียก่อนที่จะนำไป เสนอกับที่ที่คุณต้องการให้สินค้าของคุณได้วางจำหน่าย เพื่อประเมินความเป็นไปได้ที่จะนำเสนอผ่านว่ามีมากน้อยแค่ไหน จะได้ไม่เป็นการเสียเที่ยวหากสินค้าของคุณยังไม่เข้าเกณฑ์ หรือสถานที่ที่เลือกนั้นยังไม่เหมาะสมกับสินค้าของคุณ ซึ่งตัวอย่างคำถามที่สำคัญ ได้แก่ สินค้าของคุณน่าสนใจในสายตาผู้บริโภคหรือไม่ สถานที่แบบไหนที่เหมาะสมจะเอาสินค้าของคุณไปวางจำหน่าย อะไรคือข้อได้เปรียบที่จะทำให้ร้านค้าหรือห้างให้โอกาสสินค้าของคุณ ถ้าได้วางจำหน่ายแล้ว สินค้าของคุณจะประสบความสำเร็จหรือไม่ คุณต้องการขายสินค้าให้ร้านค้าโดยตรง หรือผ่านตัวแทนจำหน่าย เป็นต้น

วางแผนเรื่องผลกำไรล่วงหน้า

ต้องแน่ใจว่าสินค้าจะสามารถทำกำไรให้กับตัวคุณเองได้เพียงพอจากราคาขายส่งที่กำหนดไว้

ก่อนที่จะทำสัญญาซื้อขาย คุณต้องแน่ใจว่าสินค้าของคุณจะสามารถทำกำไรให้กับตัวคุณเองได้เพียงพอ จากราคาขายส่งที่กำหนดไว้ โดยคำนวณค่าใช่จ่ายทั้งหมดไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็น ค่าต้นทุนในการผลิต ค่าต้นทุนการบรรจุหีบห่อ ค่าคอมมิชชั่น ค่าการทำการตลาด ค่าขนส่ง ค่าภาษี ฯลฯ เพราะตามปกติร้านค้าและห้างมักจะกดราคาสินค้าของคุณให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะ ต่ำได้ หรือพยายามเรียกร้องการส่งเสริมการขายต่างๆจากคุณไม่ว่าจะเป็นของแถม หรือส่วนลดต่างๆ เพื่อเอาไปจัดเป็นโปรโมชั่นส่งเสริมการขายให้กับตนเอง ยิ่งถ้าเป็นสินค้าฝากขายที่คุณตั้งราคาเองด้วยแล้วล่ะก็ ทางห้างและร้านค้าจะยิ่งคิดค่าใช้จ่ายในการจำหน่ายสินค้าของคุณเพิ่มถึง ประมาณ 15 – 50 % ของราคาขาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของสินค้าและเงื่อนไขการต่อรอง ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 30 % ดังนั้นเพื่อให้คุณมีกำไร คุณจึงควรตั้งราคาสินค้าให้สูงกว่าต้นทุนการผลิตไม่ต่ำกว่า 35 % หรือถ้าจำเป็นจริงๆในช่วงต้นอาจยอมขาดทุนบ้างเล็กน้อย เพื่อหวังกำไรจากยอดสั่งซื้อต่อไปในระยะยาว

เลือกสถานที่จำหน่ายที่เหมาะสม

คุณต้องหาสถานที่ที่เหมาะสม  โดยอาจทดลองไปตามห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าในพื้นที่เพื่อศึกษาและดู ตัวอย่างจากทำเลที่ตั้ง พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค และสินค้าที่มีอยู่ก่อนแล้วที่มีลักษณะเกี่ยวข้องหรือใกล้เคียงกับสินค้าของ คุณ ลองคิดดูว่าควรจะวางสินค้าของคุณตรงไหนบนชั้นวาง และเอาไปเสนอกับห้างร้านที่คุณได้ทำการตัดสินใจเลือกไว้ นอกจากนี้คุณควรจะใช้มาตรการส่งเสริมการขายของสถานที่จำหน่ายซึ่งจะช่วยส่ง เสริมการขายสินค้าของคุณเป็นตัวตัดสินอีกตัวหนึ่ง เช่น การมีพนักงานขายคอยแนะนำสินค้าและลงพื้นที่เพื่อทำตลาด หรือมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

กำหนดว่าใครควรเป็นผู้นำเสนอสินค้าของคุณกับที่จำหน่าย

การนำเสนอด้วยตนเอง คุณจะได้ตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ข้อสงสัยหรือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของผู้ซื้อได้อย่างทันท่วงที 

คุณต้องตัดสินใจว่าคุณจะนำเสนอสินค้าแก่ห้างร้านด้วยตัวเองหรือว่าจ้าง ตัวแทนที่มีความชำนาญมาเป็นผู้นำเสนอ โดยใช้ข้อมูลต่างๆจากสถานที่ที่คุณต้องการนำเสนอเป็นตัวอ้างอิง หรืออาศัยข้อมูลตัวแทนจากภายในสายผลิตภัณฑ์ของคุณจากสมาคมการค้าหรือตามราย ชื่อจากงานแสดงสินค้า ถ้าสินค้าของคุณอยู่ในข่ายสินค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ยกตัวอย่างสินค้าแฟชั่น อย่างเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับ ฯลฯ คุณก็ควรจะให้ตัวแทนจากภาคการผลิตมาอธิบายการเปลี่ยนแปลงของสายผลิตภัณฑ์ของ คุณควบคู่กับการอธิบายเรื่องผลกำไรตอบแทนจากการขายผลิตภัณฑ์นั้นๆอีกด้วย หรือถ้าเป็นในกรณีที่คุณต้องการเจาะตลาดร้านของชำ คุณอาจต้องพึ่งนายหน้าซื้อขายเพื่อเจาะตลาด โดยเสียค่าคอมมิชชั่นให้นายหน้าดังกล่าวเป็นอัตราไม่ต่ำกว่า 5-7 % ของราคาที่ขายได้ ส่วนในกรณีที่คุณมีโอกาสเพียงครั้งเดียวในการเสนอขาย คุณควรจะเลือกวิธีนำเสนอด้วยตนเอง เพื่อว่าหากผู้ตัดสินใจซื้อมีข้อสงสัยหรือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของ คุณ คุณจะได้ตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเหล่านั้นได้อย่างทันท่วงที

กรอกแบบฟอร์มการสมัครเป็นผู้จำหน่าย

ในกรณีที่มีแบบฟอร์มในการสมัครเป็นผู้จำหน่ายสินค้าให้กับห้างหรือร้าน ค้า คุณควรอ่านนโยบายที่ระบุในแบบฟอร์มดังกล่าวให้ละเอียดถี่ถ้วนเพื่อรักษาผล ประโยชน์ของตัวคุณเองก่อนจะลงชื่อเป็นผู้จำหน่ายสินค้า เพราะหากคุณรีบร้อนโดยไม่ดูนโยบายเสียก่อน เมื่อทางห้างหรือร้านค้าตกลงทำสัญญาแล้ว คุณจะไม่สามารถกลับไปแก้ไขนโยบายซึ่งอาจทำให้คุณเสียเปรียบในภายหลังได้ คุณควรให้เวลาผู้ที่คุณเสนอขายได้ตัดสินใจสักระยะหนึ่ง แล้งหลังจากส่งแบบฟอร์มไปประมาณ 2-3 สัปดาห์ คุณค่อยติดต่อสอบถาม และทำการนัดวันนำเสนอ

ติดต่อกับผู้ซื้อหรือผู้จัดการ

เนื่องจากส่วนหนึ่งของการตัดสินใจซื้อมาจากการความสามารถในการพัฒนา ผลิตภัณฑ์ของคุณ คุณจึงควรเจรจากับผู้ซื้อหรือผู้จัดการที่ดูแลสายผลิตภัณฑ์ของคุณเพื่อกำหนด ความถี่และระยะเวลาที่ชัดเจนในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาแล้วหรือผลิตภัณฑ์ ตัวใหม่ รวมไปถึงการสอบถามรายละเอียดและกฎระเบียบในการตอบรับผลิตภัณฑ์ใหม่อีกด้วย

เตรียมความพร้อมในการนำเสนอ

คุณควรเตรียมพร้อมในการตอบคำถามต่างๆจากผู้ซื้อ เช่น เงื่อนไขการขาย การให้ส่วนลด การส่งสินค้า และผลตอบแทนที่ผู้ซื้อจะได้รับ รวมไปถึงตรวจสอบเอกสารและสิ่งต่างๆที่ต้องนำไปเสียแต่เนิ่นๆเพื่อไม่ให้ฉุก ละหุก ซึ่งสิ่งที่ผู้ซื้อคาดหวังว่าจะได้เห็นในการการนำเสนอของคุณ ได้แก่ ตัวอย่างผลิตภัณฑ์และหีบห่อที่ระบุราคาและบาร์โค้ดแล้ว แผ่นพับเกี่ยวกับสินค้า รายการหรือแค็ตตาล็อกอย่างละเอียด รายชื่อร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าของคุณในปัจจุบัน แผนการตลาดและการส่งเสริมการตลาด บทสรุปความสำเร็จที่เป็นไปได้ ข้อมูลด้านกำลังการผลิต ประวัติและนามบัตรของกิจการ ทั้งนี้สิ่งที่คุณควรเน้นย้ำเป็นพิเศษในการนำเสนอ คือ เรื่องแผนการตลาดของผลิตภัณฑ์ของคุณ เพราะผู้ซื้อคาดหวังการสนับสนุนด้านการตลาดจากคุณไม่ว่าจะเป็นส่วนลด การโฆษณาประชาสัมพันธ์ หรือการส่งเสริมการตลาดหลายๆรูปแบบที่สามารถดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาจับจ่ายใน ห้างร้านของเขาได้

เตรียมความพร้อมในการเพิ่มกำลังการผลิต

อย่าลืมว่าผู้ซื้อคาดหวังให้คุณสามารถผลิตสินค้าได้ในปริมาณที่มากขึ้นในเวลาที่กำหนด โดยที่คุณภาพและมาตรฐานยังคงที่

เพราะหากคุณนำเสนอผ่าน คุณก็จะได้แหล่งจำหน่ายสินค้าของคุณเพิ่มขึ้น และนั่นหมายถึงการที่จำนวนการผลิตของคุณจะต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย อย่าลืมว่าผู้ซื้อคาดหวังให้คุณสามารถผลิตสินค้าได้ในปริมาณที่มากขึ้นใน เวลาที่กำหนด โดยที่คุณภาพและมาตรฐานคงที่ มิฉะนั้นคุณอาจได้รับสินค้าตีกลับหากพบว่าสินค้าของคุณมาตรฐานตก หรือล่าช้าเกินไป

ทั้งนี้ผู้ประกอบการควรตระหนักให้ดีก่อนการขายสินค้าให้กับห้างร้าน  เพราะถึงแม้ว่าห้างร้านเหล่านั้นจะช่วยขยายขอบเขตการจำหน่าย  และมีปริมาณการสั่งซื้อที่มาก แต่ในขณะเดียวกันเขาก็จะพยายามกดราคาของคุณให้ต่ำหรือเรียกร้องของแถมเพื่อ เอาไปจัดรายการส่งเสริมการขายดังที่กล่าวไปในข้างต้น  ทั้งเครดิตที่ห้างร้านจะชำระเงินยังกินเวลาประมาณ  60 – 90 วันหลังชำระสินค้า ซึ่งถือเป็นอุปสรรคมากสำหรับกิจการที่เพิ่งก่อตั้งและมีทุนสำรองไม่มากนัก อีกทั้งไม่ใช่ว่าสินค้าทุกตัวที่ได้วางบนชั้นจะขายได้เสมอไป เพราะบนชั้นเดียวกันกับคุณก็ยังมีคู่แข่งนับสิบให้ผู้บริโภคเลือกสรรอีกด้วย

ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจพาสินค้าไปวางขายบนชั้นวาง คุณก็ควรจะใคร่ครวญความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จเอาไว้ ถ้าเห็นว่ายังไม่พร้อมก็ไปตั้งหลักเสียก่อน หรือถ้าแน่ใจและได้รับการตอบรับแล้วก็อย่านิ่งนอนใจ ต้องหมั่นพัฒนาสินค้าให้มีมาตรฐานอยู่เสมอ เพราะมันอาจทำให้สินค้าของคุณชนะใจทั้งห้างร้านและผู้บริโภคได้ในระยะยาว

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

อาคาร นันทวัน ชั้น 18 161 ถ.ราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 โทรศัพท์ : 02-651-8170-3 แฟกซ์ : 02-651-8124

 
  
view