Fighting Brand เปิดเกมรุกเพื่อชิงส่วนแบ่ง

Fighting Brand เปิดเกมรุกเพื่อชิงส่วนแบ่ง
ไฟท์ติ้งแบรนด์คือเป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์อย่าง หนึ่งที่ถือกำเนิดขึ้นบนวงการธุรกิจมานานแล้ว เป็นอาวุธที่เหมาะกับการแก้เกมเวลาคู่แข่งแย่งชิงฐานลูกค้า เพราะมีประสิทธิภาพมากและสามารถเห็นผลตอบรับได้ในทันทีที่เริ่มใช้
ชิงก้อนที่ใหญ่ที่สุดยังไม่พอ ต้องเอาส่วนที่เหลือมาด้วย

การแข่งขัน เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ จะต้องมีและมักจะพบเห็นอยู่เป็นประจำในสังคมโลกธุรกิจ ซึ่งแน่นอนว่าผู้ ประกอบการแต่ละรายมักจะต้องงัดเอาแผนธุรกิจบวกกับกลยุทธ์ในรูปแบบต่างๆมาใช้ กัน โดยกลยุทธ์ที่นำมาต่อสู้ในวงการธุรกิจมีอยู่มากมายหลากหลายประเภทและหนึ่งใน นั้นที่เป็นที่ได้รับการยอมรับและกล่าวขานถึงเป็นอย่างสูงก็คือ กลยุทธ์ไฟท์ติ้งแบรนด์ (Fighting Brand) เพราะมีประสิทธิภาพค่อนข้างสูงและสามารถตรวจวัดความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว อีกด้วย ในสถานการณ์ที่คับขันและต้องการตอบโต้คู่ต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ

ไฟท์ติ้งแบรนด์ (Fighting Brand) คืออะไร

ไฟท์ติ้งแบรนด์ (Fighting Brand) ถือเป็นกลยุทธ์ที่เก่าแก่มากที่สุดกลยุทธ์หนึ่งในแวดวงธุรกิจโลก โดยถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆก็คือการที่ผู้ประกอบการมีธุรกิจที่เป็น ผลิตภัณฑ์หรือบริการอยู่ก่อนเป็นทุนเดิมอยู่แล้วหรือที่เรียกว่าผลิตภัณฑ์ หลัก (Main Product) ต่อมาเมื่อคู่แข่งได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่มาต่อสู้โดยมีลักษณะคุณสมบัติที่ใกล้ เคียงกันบวกกับราคาที่ถูกกว่าผลิตภัณฑ์หลักของผู้ประกอบการค่อนข้างมากทำให้ สามารถแย่งชิงฐานลูกค้าไปจากผู้ประกอบการได้มากพอสมควร จึงจำเป็นที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องหาวิธีการตอบโต้เพื่อหยุดและป้องกันฐาน ลูกค้าไม่ให้ไหลไปสู่คู่แข่ง

ซึ่งถ้าจะเปลี่ยนคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และราคาก็ครั้นจะไม่ใช่เรื่องที่ ถูกต้องนักเพราะผลิตภัณฑ์เดิมก็ได้รับการยอมรับอยู่แล้วและถ้าเกิดเปลี่ยน รูปแบบของผลิตภัณฑ์หลักไปเพื่อต่อสู้จริงก็อาจจะทำให้สูญเสียฐานลูกค้าที่มี ความภักดีกับทางบริษัทไปจึงจะเห็นว่ามีผลเสียทั้งสองทาง การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นมาต่อสู้เป็นการเฉพาะกับของคู่แข่งจึงเป็นทาง เลือกที่เหมาะสมมากที่สุด

โดยในขณะเดียวกันนั้นก็ต้องนำเสนอคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะต้องแน่ ใจว่าจะไม่มากินเนื้อของผลิตภัณฑ์หลักของผู้ประกอบการ สิ่งนี้ถึงจะเรียกว่าเป็นการสร้างกลยุทธ์ไฟท์ติ้งแบรนด์หรือแบรนด์นักสู้ที่ ถูกต้องนั่นเอง โดยประโยชน์หลักๆของกลยุทธ์ดังกล่าวที่ได้ทำการรวบรวมเอาไว้มีดังต่อไปนี้

1. โจมตีคู่ต่อสู้ (ตอบโต้)

กลยุทธ์ไฟท์ติ้งแบรนด์ถือเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่ชัดเจนมากที่สุด อย่างหนึ่งในการเปิดเกมรุกกลับใส่คู่แข่งขันทางธุรกิจ โดยใช้สงครามทางด้านคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และที่สำคัญคือทางด้านราคาที่ ถูกกว่าโจมตีคู่ต่อสู้ทำให้สูญเสียลูกค้า มีรายได้และยอดจำหน่ายที่ลดลงจากเดิม จนอาจจะทำให้คู่แข่งต้องปรับแผนทางธุรกิจ ซึ่งนั่นจะทำให้คู่ต่อสู้เสียค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงและต้องเสียเวลาอัน ถือเป็นสิ่งมีค่ามากทางการตลาดเพื่อที่จะปรับแผนรับมือกับกลยุทธ์ดังกล่าว ของทางผู้ประกอบการแทนที่จะรอรับผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียวเหมือนดังแต่ก่อน

2. สกัดกั้นสินค้าคู่แข่ง

การเข็นนำผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาต่อสู้ด้วยกลยุทธ์ไฟท์ติ้งแบรนด์จะช่วยสกัด กั้นสินค้าของคู่แข่งไม่ให้ก้าวรุกล้ำขยับขยายเข้ามากินส่วนแบ่งทางการตลาด ของบริษัทผู้ประกอบการ หรือพูดง่ายๆคือการทำหน้าที่เป็นเขื่อนกั้นกระแสนน้ำที่จะเข้ามากัดเซาะ ตลิ่งนั่นเองการที่สินค้าของคู่แข่งมีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงและที่สำคัญคือ ราคาที่ถูกกกว่าจะทำให้ฐานลูกค้าของผู้ประกอบการค่อยๆไหลไปหาผลิตภัณฑ์ของ บริษัทคู่ต่อสู้ ซึ่งนั่นจะสร้างความเสียหายเป็นอย่างมากเปรียบเสมือนคลื่นที่ถาโถมเข้าซัด กัดเซาะตลิ่งอยู่ตลอดเวลา

3. ชิงฐานลูกค้า

จะชิงกลุ่มลูกค้า สินค้าที่ออกมาแข่งก็ต้องดีกว่า ถูกกว่า 

การแย่งชิงมวลชนฐานลูกค้ากลับคืนก็เป็นเหตุผลหลักอย่างหนึ่งที่ผู้ประกอบ การเลือกใช้กลยุทธ์นี้เพื่อเป็นอาวุธที่ใช้ในการต่อสู้กับคู่แข่ง เพราะโดยคุณสมบัติขั้นพื้นฐานของผลิตภัณฑ์ที่จะเรียกตัวเองว่าเป็นไฟท์ ติ้งแบรนด์ได้นั้น จะต้องมีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงหรือดีกว่าของคู่แข่ง ในขณะเดียวกันข้อสำคัญที่ถือเป็นหัวใจสำคัญคือจะต้องมีราคาที่ถูกกว่า ซึ่งคุณสมบัติทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้ถือเป็นอาวุธเด็ดที่จะนำมาใช้ช่วงชิง ฐานมวลชนลูกค้าให้หันมาอุดหนุนผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในเครือเดียวกันกับทางบริษัท ได้ และจะเป็นการเพิ่มผลประกอบการให้กลับคืนมาหรือเพิ่มมากกว่าเดิมในที่สุด

4. ไม่ลดระดับผลิตภัณฑ์เดิม

ในข้อนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดที่ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เลือกใช้ ไฟท์ติ้งแบรนด์เป็นทางออกในการหาวิธีต่อสู้กับคู่แข่ง เพราะต้องเข้าใจว่าการที่กลุ่มลูกค้าไหลออกไปใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ของคู่แข่งไม่ ได้แปลว่าผลิตภัณฑ์สินค้าของผู้ประกอบการไม่ดีหรือมีคุณภาพที่ลดลง แต่เป็นเพราะลูกค้าอาจอยากจะทดลองของใหม่หรืออาจจะเป็นในส่วนที่ผลิตภัณฑ์ เดิมของผู้ประกอบการไม่สามารถตอบสนองได้ในบางเรื่องเช่น ราคา เป็นต้น

5. เพิ่มความหลากหลายให้ผลิตภัณฑ์

การที่ีไฟท์ติ้งแบรนด์คือผลิตภัณฑ์ที่มีบุคลิกความเป็นนักสู้อยู่ในตัว ที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วงชิงฐานลูกค้ากับผลิตภัณฑ์ของคู่แข่ง ในตลาดที่มีผลิตภัณฑ์ตัวหลักของบริษัทผู้ประกอบการมีส่วนแบ่งและฐานลูกค้า เดิมอยู่ก่อนแล้ว จึงก่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงเกื้อหนุนซึ่งกันและกันระหว่างตัวหลักและตัว ไฟท์ติ้งแบรนด์ ที่ต่างฝ่ายต่างเข้ามาเติมเต็มในส่วนที่ขาดหายซึ่งกันและกัน ทำให้ลูกค้าผู้บริโภคมีทางเลือกที่เพิ่มมากขึ้น เพราะไม่ว่าผู้บริโภคจะเลือกผลิตภัณฑ์ตัวใดก็ตามของทางบริษัท ที่มีสาเหตุมาจากความชอบส่วนตัวที่แตกต่างกัน แต่สุดท้ายเงินที่ได้มาจากผู้บริโภคก็ตรงมาเข้ากระเป๋าเจ้าของรายเดียวกัน อยู่ดี เรียกได้ว่าเป็นการจับปลาทั้งต้นน้ำและปลายน้ำนั่ันเอง

6. กำหนดทิศทางตลาดและการแข่งขัน

เมื่อเราคุมตลาดแล้ว ก็สามารถกำหนดทิศทางการแข่งขันได้

การที่มีผลิตภัณฑ์ของบริษัทเดียวกันลงทำการแข่งขันในพื้นที่ตลาดผู้ บริโภคเดียวกันอีก จะส่งผลทำให้เกิดความได้เปรียบในส่วนที่ผู้ประกอบการสามารถกำหนดทิศทางตลาด และการแข่งขันในอนาคตได้ เพราะทั้งตัวผลิตภัณฑ์หลักและตัวผลิตภัณฑ์ไฟท์ติ้งแบรนด์มีจุดกำเนิด จากบริษัทแม่รายเดียวกัน สามารถกำหนดให้ทิศทางในการทำการตลาดไปในทิศทางเดียวกันได้ทั้ง 2 ตัว จึงส่งผลกระทบให้ตลาดเปลี่ยนไปในทิศทางตามที่ผู้ประกอบการต้องการในที่ สุด การผลักดันของผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 ตัวที่ได้วางเอาไว้ ยากที่ผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งจะสวนกระแสกลับได้ เพราะมีผลิตภัณฑ์และส่วนแบ่งการตลาดที่ไม่เพียงพอเมื่อเปรียบเทียบกับของผู้ ประกอบการนั่นเอง

ดังนั้นในสินค้าระดับที่เป็นพรีเมี่ยมของผู้ประกอบการที่ได้รับการยอมรับ แล้วเป็นอย่างดีในสังคม ถ้าจะปรับเปลี่ยนในเรื่องของคุณสมบัติบางประการและลดราคาสินค้าลงมาเพื่อลง ไปต่อสู้ด้วยก็ดูจะเป็นการที่ไม่เหมาะสมเท่าไหร่ เพราะเปรียบเสมือนเป็นการยอมรับและลดระดับเกรดของสินค้าที่อยู่ในตลาดที่สูง กว่าลงไปสู้ในตลาดที่เล็กและต่ำกว่านั่นเอง ไฟท์ติ้งแบรนด์จึงถูกนำมาใช้ต่อสู้แทนผลิตภัณฑ์หลักของทางบริษัท เนื่องจากเป็นการตัดสินใจที่ฉลาดกว่าและยังคงมูลค่าของผลิตภัณฑ์หลักของ บริษัทไว้ได้ด้วย

การที่จะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ออกไปต่อสู้กับคู่แข่งขันทางธุรกิจหรือที่เรียก ว่าไฟท์ติ้งแบรนด์นั้น ผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องพิจารณาไตร่ตรองให้ดี โดยต้องมองถึงสถานการณ์รอบข้าง ณ ขณะนั้นว่ามีความเหมาะสมมากแค่ไหนกับการออกกลยุทธ์ดังกล่าว และที่สำคัญควรคำนึงและนึกถึงด้วยว่าไฟท์ติ้งแบรนด์ที่ออกมานั้นจะต้องไม่ กลับมากินส่วนต่างผลกำไรของสินค้าหลักที่เป็นระดับพรีเมี่ยมของผู้ประกอบการ เองด้วย จึงจะเรียกได้ว่าเป็นการใช้กลยุทธ์ไฟท์ติ้งแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จ

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

อาคาร นันทวัน ชั้น 18 161 ถ.ราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 โทรศัพท์ : 02-651-8170-3 แฟกซ์ : 02-651-8124

 
  
view